การเงิน-[]-การคลัง

posted on 17 Aug 2009 14:55 by puy-ampika
นโยบายการเงิน
                   - ลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง เพื่อกระตุ้นการลงทุนและรักษาค่าเงิน
                   - การลดมาตรการผ่อนปรนและกระตุ้นสินเชื่อ
                   - อัดเงินเข้าสู่ธนาคารต่างของรัฐ เช่น  ออมสิน SME Bank ( เข้าไปค้ำประกันเงินกู้แก่ธุรกิจ ), อาคารสงเคราะห์ (กระตุ้นภาคการบริโภคและอสังหาริมทรัพย์)



นโยบายการคลัง

                   - งบประมาณแผ่นดินแบบขาดดุล  เพื่อขยายตัวทางเศรษฐกิจ
                   - อัดชีดเงินเข้าสู่ระบบ ผ่านเช็คช่วยชาติ, โบนัสข้าราชการ, โครงการลงทุนสารธารณะ (รถไฟฟ้าสายใหม่ๆ )
                   - ลดภาษีบางตัว  เก็บภาษีเพิ่มบางตัว (น้ำชาแต่ยังไม่ได้ทำจริง)

http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=5b7e17f61f020895  

 

นโยบายการคลังรัฐบาล กับนโยบายการคลังภาคสาธารณะ

มองมุมใหม่ : ดร. สมชัย สัจจพงษ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2545

             ตั้งแต่ไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 จนถึงปัจจุบัน นโยบายการคลังของรัฐบาล ได้ทำหน้าที่ และรับภาระหนักมากเหลือเกิน ในการฟื้นฟู และกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลได้ใช้นโยบายการคลัง แบบขาดดุลกระตุ้นเศรษฐกิจมาโดยตลอด 7 ปี งบประมาณที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีงบประมาณ 2545 รัฐบาลนี้ได้ใช้การขาดดุลการคลังที่มีขนาดมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย เพื่อแลกหมัดกับการกระตุ้นว่าวเศรษฐกิจไทยให้ติดลมบน     

              หากท่านผู้อ่านจำได้ งบประมาณปี 2545 ได้ตั้งไว้ให้ขาดดุลสูงถึง 200,000 ล้านบาท เมื่อสิ้นปีงบประมาณ (ก.ย. 2545) ผลเป็นที่ประจักษ์ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า การแลกหมัดดังกล่าวประสบผลสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ โดยเครื่องยนต์เอกชนที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้กลับมาทำงานในระดับที่สามารถทำให้เศรษฐกิจไทยโดยรวมขยายตัวสูงกว่าที่คาดไว้มาก                   

              เศรษฐกิจไทยได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.9 ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2545 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5.1 ในไตรมาสที่ 2 และเพิ่มขึ้นอีกเป็นร้อยละ 5.8 ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2545 นี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเช่นนี้เป็นการฟื้นตัวที่มีพลังขับเคลื่อนจากภาคเอกชนทั้งในส่วนของการบริโภค การลงทุน และการส่งออก แสดงว่า ภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวขึ้นมากแล้วเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤติระหว่างปี 2540-2544                    

             จากทิศทางของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ และการเงิน การคลังในช่วงต่อไป ก็ทำให้คาดเดาได้ว่า ภาคเอกชนน่าจะมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และจะกลับมาทำหน้าที่หลักในการเป็นผู้นำในการชี้นำ และพัฒนาเศรษฐกิจต่ไป                     

              เมื่อเป็นเช่นนี้นโยบายการคลังของรัฐบาลต้องลดบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจลง ในขณะที่ภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวขึ้นเป็นลำดับ การที่รัฐบาลจะลดบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจลงนั้น รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังต้องดำเนินการผ่านนโยบายการคลังที่มีการขาดดุลลดลงเรื่อยๆ จนสามารถทำงบประมาณสมดุลได้                    

             อย่างช้าไม่เกินปีงบประมาณ 2550-2551 ซึ่งในปีงบประมาณที่รัฐบาลจะจัดทำงบประมาณสมดุลนั้น ก็จะเป็นปีที่ภาคเอกชนไทยฟื้นตัว และแข็งแกร่งเต็มที่แล้วเช่นกัน                   

             อย่างไรก็ตาม ก็มีคำถามอีกว่า เมื่อรัฐบาลลดบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจลง ผ่านการลดการขาดดุลการคลังลงเรื่อยๆ จนเข้าสู่สมดุลในที่สุด และปล่อยให้ภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจแต่เพียงลำพังนั้น รัฐบาลมีความมั่นใจขนาดไหนว่า ภาคเอกชนจะไม่สะดุดขาตัวเอง หรือประสบกับอุบัติเหตุทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ดังเช่นในอดีต                     

             ดังนั้น จึงกลับมาที่คำถามยอดฮิตอีกว่า นโยบายการคลังของรัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการในลักษณะขาดดุลต่อไปเรื่อยๆ อีกหรือไม่ คำตอบฟันธงของผมก็คือ ไม่ นโยบายการคลังของรัฐบาลต้องลดบทบาทลง และต้องหยุดทำงบประมาณขาดดุลให้ได้ตามที่ได้กำหนดไว้ภายในปี 2550 - 2551 และเพื่อป้องกันการสะดุดขาตัวเองของภาคเอกชนในอนาคต นโยบายการคลังยังคงมีความจำเป็นอยู่ เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจและร่วมด้วยช่วยกันกับภาคเอกชนในการกระตุ้นและพัฒนาเศรษฐกิจ นโยบายการคลังที่ผมว่านี้ จะไม่ใช่นโยบายการคลังของรัฐบาลแต่เพียงลำพังอีกแล้ว แต่จะเป็นนโยบายการคลังภาคสาารณะ                       

             เรามักจะลืมไปว่า รัฐบาลไม่ใช่สถาบันเดียวที่ทำธุรกรรม กิจกรรม หรือนโยบายการคลังในการกระตุ้น และประคับประคองเศรษฐกิจไทย ยังมีอีก 2 สถาบันที่ถือว่ามีหน้าที่ และบทบาททางการคลังเช่นเดียวกับรัฐบาลในการพัฒนาและกระตุ้นเศรษฐกิจ และทั้ง 2 สถาบันนี้ ได้มีการดำเนินนโยบายการคลังหรือธุรกรรมด้านการคลังมาโดยตลอด  แต่ที่ผ่านมามีบทบาทช่วยสนับสนุนรัฐบาลในการฟื้นฟูภาคเอกชนน้อยมาก หรือสามารถเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่านี้ได้ สถาบันทั้ง 2 แห่ง ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ ผมขอชี้แจงว่า รัฐบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กรุงเทพมหานคร องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนตำบล) และรัฐวิสาหกิจ รวมกันเป็นภาคสาธารณะ (public sector) และมีการดำเนินนโยบายการคลังภาคสาธารณะ ในอดีตรวมทั้งปัจจุบัน                        

             คนส่วนใหญ่สนใจแต่นโยบายการคลังของรัฐบาล โดยไม่ใส่ใจหรือไม่นึกถึงความคงอยู่ของนโยบายการคลังภาคสาธารณะ ต่อไปนี้เราต้องให้ความสำคัญกับนโยบายการคลังภาคสาธารณะที่เป็นองค์รวมมากขึ้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นสถาบันที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด รู้ความต้องการของคนในท้องถิ่นมากที่สุด มีการจัดเก็บรายได้ และการทำงบประมาณรายจ่าย ซึ่งเป็นการดำเนินนโยบายการคลังของตนเอง แต่ที่ผ่านมาหากมองในด้านมหภาคพบว่า บทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผ่านการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลนั้น ถือว่าขาดประสิทธิภาพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยรวมมีการเกินดุลงบประมาณมาโดยตลอดแม้กระทั่งในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ (2540-2544) ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นน่าจะมีส่วนช่วยสนับสนุนรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังภาคสาธารณะ แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้นท่านผู้อ่านอย่าเข้าใจผมผิดว่า ผมสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสร้างหนี้โดยทำนโยบายการคลังแบบขาดดุล สิ่งที่ผมต้องการสื่อก็คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถที่จะมีบทบาทด้านการคลังในการพัฒนาท้องถิ่น และเศรษฐกิจของประเทศได้มากกว่าที่เป็นอยู่หากมีการปฏิรูประบบการคลังท้องถิ่นอย่างขนานใหญ่ ซึ่งจะทำให้ระบบการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระสูง ไม่ต้องพึ่งพิงเงินงบประมาณจากรัฐบาลเหมือนเช่นในปัจจุบันนี้

              เมื่อกล่าวถึงรัฐวิสาหกิจกับบทบาททางการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมต้องขอชี้แจงว่า งบลงทุนของรัฐวิสาหกิจปีหนึ่งๆ ไม่ใช่น้อย หากมีการจัดการ และใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ และได้ตามแผน ผมมั่นใจว่าจะสามารถสร้างงาน สร้างเงิน สร้างผลผลิตในประเทศได้เป็นอันมาก ซึ่งหากทำได้ก็จะไม่มีโครงการเจ็ดชั่วอายุคนเกิดขึ้นมาให้เราเห็นอีกในอนาคต

              นอกจากนี้ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจไทยมีบทบาทที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หรือการให้ภาคเอกชนมามีบทบาทในการบริหารจัดการมากขึ้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ต้องเข้าใจตรงกันว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจในที่นี้มิใช่มีแต่เพียงการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น                         

              การแปรรูปหรือเพิ่มประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจ สามารถทำได้หลายวิธีนอกเหนือจากการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ได้แก่ การทำสัญญาจ้างเอกชนให้บริหารงาน การทำสัญญาให้เอกชนเช่าดำเนินการ การให้สัมปทานภาคเอกชน การร่วมลงทุนกับภาคเอกชน การให้เอกชนลงทุนดำเนินการแต่รัฐรับซื้อผลผลิต และการจำหน่ายจ่ายโอนหรือยุบเลิกกิจการ                          

              การที่รัฐบาลจะเลือกวิธีใดในการแปรรูป ก็ขึ้นอยู่กับประโยชน์สูงสุดที่ประเทศจะได้รับในแต่ละวิธี และสถานการณ์เศรษฐกิจในแต่ละขณะด้วย แต่ผมขอยืนยันว่า การแปรรูปไม่ใช่มีวิธีเดียว ประเด็นของผมตรงนี้อยู่ที่ว่า เมื่อรัฐบาลจะลดบทบาททางการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และลงจากหลังเสือในที่สุด เราจะต้องให้นโยบายการคลังภาคสาธารณะ มิใช่นโยบายการคลังของรัฐบาลเท่านั้นมีบทบาทสนับสนุนการฟื้นตัวของเอกชนต่อไป เพื่อป้องกันการสะดุดขาตัวเองของภาคเอกชน การที่จะให้นโยบายการคลังภาคสาธารณะมีบทบาทต่อไปในอนาคต และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจรับไม้ผลัดต่อจากนโยบายการคลังของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคเอกชน

              รัฐบาลในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า จะต้องมีภารกิจหนักในการเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจให้เต็มที่เพื่อให้ทันกับการหยุดบทบาทในการเป็นผู้นำในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านนโยบายการคลังของรัฐบาล และใช้นโยบายการคลังภาคสาธารณะเข้ามามีบทบาทอย่างมีเอกภาพในการประคับประคองภาคเอกชนให้ฟื้นตัวต่อไปอย่างยั่งยืน 

http://www.geocities.com/ekonomiz/article/article2002dec27p11.htm

 

นโยบายการคลัง

              โดยหลักแล้ว นโยบายการคลังของรัฐบาล ถือเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ ในยามที่เศรษฐกิจดี ภาษีที่รัฐจัดเก็บจะมีมากตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการบริโภคสินค้าและบริการร้อยละ 7 ของมูลค่าสินค้าและบริการ ซึ่งหากเศรษฐกิจเจริญเติบโตดี เงินภาษีที่รัฐจัดเก็บได้ก็จะสูงตามไปด้วย แต่หากเศรษฐกิจไม่ดี รัฐก็สามารถนำเงินภาษีมาใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ซึ่งถือเป็นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไปในตัว กล่าวคือ ยามที่เศรษฐกิจดี หรือหากเปรียบเป็นรถที่วิ่งเร็ว การเก็บภาษีจะเป็นเสมือนการแตะเบรกไม่ให้รถวิ่งเร็วจนเกินไปจนอาจเป็นอันตรายได้ ขณะที่ยามที่รถวิ่งช้ามาก หรือเศรษฐกิจไม่ดี มีคนตกงานเยอะ รัฐจะนำเงินภาษีมาใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้รถวิ่งได้เร็วขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ดี หากรัฐนำเงินภาษีไปใช้ในทางที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจหรือไม่ได้ช่วยสร้างเสริมความสามารถในการผลิตที่เรียกว่า Productivity ในที่สุดแล้ว เงินภาษีที่ใช้จ่ายออกมา อาจเป็นประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงในระยะสั้น ๆ แต่ในระยะยาวแล้ว เศรษฐกิจจะไม่ได้อะไร              

 

นโยบายการเงิน

                        เช่นเดียวกับธนาคารกลางทั่วโลกที่ต่างก็ดำเนินนโยบายการเงินโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน กล่าวคือ ในยามที่เศรษฐกิจขาลง หรือตกต่ำ มีคนว่างงานจำนวนมาก การดำเนินนโยบายการเงินแบบขยายตัว ก็จะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นได้ ขณะที่หากเกิดภาวะเงินเฟ้อสูง ๆ อันเนื่องมาจากขยายตัวของเศรษฐกิจที่สูงเกินไป จนการผลิตมีมากกว่าความต้องการบริโภคที่แท้จริง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจได้ในอนาคต เพราะสินค้าที่ผลิตมากเกิน อาจจะขายไม่ออกในเวลาต่อมา นโยบายการเงินก็จะดำเนินไปในแนวทางที่ตึงตัวขึ้นหรือหดตัว เพื่อลดความร้อนแรงของภาวะเศรษฐกิจดังกล่าว

     การมีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินนโยบายทั้งการเงินและการคลัง จะช่วยให้เราประเมินได้ว่า ในภาวะเศรษฐกิจแบบใด นโยบายการเงินและการคลังควรจะดำเนินไปอย่างไร ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถประเมินได้ว่าทิศทางของภาวะเศรษฐกิจในอนาคตจะเป็นอย่างไร เพื่อประโยชน์ในการปรับตัวของเราทั้งในการวางแผนเพื่อการบริโภคและการลงทุนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในภาวะเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

 

 http://www.vcharkarn.com/varticle/38301

 

งบประมานรัฐบาลเดินหน้า "ไทยเข็มแข็ง" อภิสิทธิ์" ย้ำงบเหลือคืนคลัง

 

ครม.อนุมัติใช้งบไทยเข็มแข็ง 1.56 ล้านล้านอุดช่องโหว่รั่วไหล โครงการใดใช้ไม่หมดให้คืนคลัง นายกฯ สั่งคลังแก้ "E-Auction" เผยระเบียบเก่ามีปัญหา ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคมิ.ย.ปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 5 เดือนจากอานิสงส์ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านฉลุย ระบุปัจจัยเสี่ยงหวัด 2009 ระบาดทุบท่องเที่ยวสูญหมื่นล้าน "กอร์ปศักดิ์"ชี้เศรษฐกิจยังไม่ต่ำสุด เผยหลายหน่วยงานแอบยัดไส้โครงการที่ไม่พร้อมเข้ามา นักวิชาการแนะดึงท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม แบงก์เผยคนสนใจพันธบัตรไทยเข้มแข็งเพียบ

 

                 ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม2552 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 พ.ศ... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอวงเงินลงทุน 1.56 ล้านล้านบาท เพื่อให้การกำกับดูแลโครงการ การใช้เงินงบประมาณ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งที่ผ่านมาได้อนุมั  ติโครงการลงทุนไปแล้วกว่า 1.06 ล้านล้านบาท

 

                  ทั้งนี้ ร่างระเบียบดังกล่าวกำหนดให้หน่วยงานต่างๆ ต้องเสนอโครงการที่สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ต่อคณะกรรมการกลั่นกรองและบริหารโครงการเพื่อพิจารณาความเหมาะสมรวมถึงความพร้อมของโครงการ กรอบการใช้เงินและแผนดำเนิน

 

                  งานเพื่อเสนอให้ ครม.อนุมัติ พร้อมกับกำหนดให้ ต้องมีการเบิกจ่ายตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ.2548 อย่างเคร่งครัดไม่ให้มีช่องโหว่และไม่สามารถทุจริตโครงการได้โดยให้กรมบัญชีกลางและสำนักงบประมาณเข้ามากำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับการเบิกจ่ายงบประมาณปกติ

 

                     นอกจากนี้ครม.ยังได้เห็นชอบว่า หากโครงการใดใช้เงินที่เบิกไปไม่หมด ให้เจ้าของโครงการหรือหน่วยงานรับผิดชอบส่งเงินที่เหลือคืนทั้งหมด โดยไม่ให้ไปปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มโครงการใหม่เพื่อใช้เงิน

 

                     ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.การคลัง กล่าวว่าจะเริ่มใช้เงินจากโครงการไทยเข้มแข็งได้ประมาณเดือนสิงหาคมแต่นายกรัฐมนตรีมีบัญชาว่า หากหน่วยงานใดมีความพร้อมที่จะลงทุนก็ให้ดำเนินการเบิกจ่ายได้ทันที เนื่องจากมีเงินพร้อมแล้ว หากใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-ออกชั่น อาจจะไม่เหมาะสม ทำให้เกิดการเบิกจ่ายล่าช้า จึงให้กระทรวงการคลังไปพิจารณาปรับแก้ระเบียบอี-ออกชั่น

 

                    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การกำหนดแนวทางที่เกี่ยวข้องกับการกลั่นกรอง และการใช้จ่ายเงินตามโครงการไทยเข้มแข็ง จะมีขั้นตอน กระบวนการ วิธีการที่รัดกุม เหมือนกับที่ได้เคยชี้แจงต่อสภาฯ และประชาชนฉะนั้นก็จะเป็นหลักประกัน รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการที่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงการต่างๆ หรือในกรณีที่มีเงินเหลือจ่ายก็จะต้องคืนให้กับกระทรวงการคลัง หมายความว่าการคุมเรื่องการใช้จ่าย จะมีความเข้มไม่แพ้กระบวนการของงบประมาณ

 

                   นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวในงานเลี้ยงอาหารค่ำการประชุมและนิทรรศการเกี่ยวกับระบบขนส่ง และจราจรอัจฉริยะ เอเชียแปซิฟิค 2009 (Intelligent Transport System Asia Pacific 2009) ภายใต้หัวข้อ "Smart Move" ว่า ประเทศไทยมีการเติบโตของประชากรและเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ในปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรกว่า 65 ล้านคน มีรถยนต์กว่า10 ล้านคัน

 

                   ขณะเดียวกันยังมีระบบรถไฟฟ้าและรถไฟ ใต้ดินที่กำลังมีโครงการต่อขยาย การจัดระบบการขนส่งในกรุงเทพฯยังคงต้องการเทคโนโลยีด้านการขนส่งและการจราจรเป็นอย่างมาก รัฐบาลให้ความสนใจในการพัฒนาระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพ จะเห็นได้จากนโยบายในการพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติคส์ให้ครบวงจร กว่าร้อยะละ 40 ของงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่ 2 จะนำมาลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ตามนโยบายไทยเข้มแข็ง เพื่อนำไปพัฒนาเส้นทางมอเตอร์เวย์ ถนน และรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนและมีการวิเคราะห์ต้นทุนประสิทธิผลของการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีด้วย

 

                  นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ กล่าวถึงการใช้เม็ดเงินภายใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ว่า ในข้อเท็จจริงของการทำงานมันไม่มีอะไรที่ลงตัว ถ้าเราจัดไว้แค่ 2 แสนล้านบาท เราไปดูรายละเอียดปรากฏว่าโครงการที่ส่งมามันใช้ไม่ได้ ยังไม่ได้ออกแบบ แต่อยากทำโครงการก็แอบยัดไส้เข้ามา สุดท้ายทำไม่ได้ ก็เลยมีเพียงแค่1.7-1.8 แสนล้านบาท มันก็เหลือน้อย ทางออกที่ดีที่สุดก็คือทำเกินไว้ เพราะยังไงในทางปฏิบัติจริง โครงการทั้งหมดมันต้องมีอยู่ประมาณ 10% ที่ทำไม่ได้อยู่แล้ว เผลอๆ อาจจะถึง 15-20% ด้วยซ้ำ สูงสุดประเมินว่าการลงทุนอาจจะทำได้1.8-1.9 แสนล้านบาท คิดว่ามันคงไม่ถึง 2 แสนล้านบาท

 

                 "ส่วนเงินอีก 2 แสนล้านบาท (จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท) หรือที่เรียกกันว่า งบฯปิดหีบงบประมาณ มาจากการประเมินสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด แต่วันนี้มันดูดีกว่าที่คิดเยอะ ถ้าเราทำตามแผนที่วางเอาไว้ คือ กู้เงินมา 1.2 แสนล้านบาท เพื่อมาปิดหีบงบประมาณภายในเดือนกันยายน เงินคงคลังของเราก็จะมีสูงกว่าในอดีต หรือประมาณ 2.2 แสนล้านบาท ถามว่าจำเป็นหรือไม่ ก็อยู่ที่สถานการณ์ในปี 2553 ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะเดิมเงินคงคลัง ปีงบประมาณ 2552 เดิมคิดว่าจะเหลืออยู่ 3-4 หมื่นล้านบาท แต่เวลานี้เกินกว่าที่คิดไว้ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท"

 

                 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณจนถึงสิ้นเดือน พ.ค. รัฐเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าประมาณ 1.08 แสนล้านบาท สะท้อนถึงบทบาทนโยบายการคลังโดยอัตโนมัติ ต่อการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในช่วงเศรษฐกิจหดตัว คือรัฐจะเก็บรายได้ได้ลดลงเพื่อชะลอผลกระทบจากการหดตัวของภาคเอกชนแต่แค่นั้นไม่เพียงพอจะรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจที่เผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกทำให้ภาคการผลิตหดตัวอย่างรุนแรงการว่างงานสูงขึ้น

 

                ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องทำนโยบายการคลังแบบตั้งใจขาดดุลเพิ่มขึ้นอีกเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เป็นที่มาของงบกลางปี1.167 แสนล้านบาท ทำให้ขาดดุลเพิ่มจาก 2.49 แสนล้านบาทเป็น 3.5 แสนล้านบาท เมื่อรวมกันจึงขาดดุลมากขึ้น ซึ่งปีนี้

 

                ทั้งปีเราตั้งเป้าว่า คงขาดดุลทั้งหมดราว 5.5 แสนล้านบาท คือ3.5 แสนล้านบาท บวกกับรายได้ที่จะต่ำกว่าเป้าอีกประมาณ2 แสนล้านบาท ก็ประมาณ 5.5-6% ของจีดีพี

 

                ส่วนพ.ร.ก.กู้เงิน ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรนั้นจะทำให้เรามีกระสุนเพิ่มขึ้นในยามที่เรายังไม่รู้ว่าวิกฤติโลกครั้งนี้จะยาวนานแค่ไหน ถ้าจะให้เปรียบคือช่วงที่ผ่านมารัฐบาลกระสุนใกล้หมด ดุลการคลังขาดดุลเกือบถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด คือ ปีนี้เราขาดดุลได้ไม่เกิน 4.4 แสนล้านบาท ทุกวันนี้ขาดดุลแล้วกว่า 3 แสนล้านบาท ถ้าเต็มวงเงินนี้เมื่อไหร่ก็คือกระสุนทางด้านการคลังหมด ดังนั้น การมี พ.ร.ก.มันทำให้มีกระสุนเพิ่มในการต่อสู้ในสงครามครั้งนี้ แต่กระสุน มันมีต้นทุน ไม่ได้มาฟรีๆ จึงต้องเลือกยิงอย่างระมัดระวัง เล็งผลให้ดีให้คุ้มค่า นั่นคือยิงแล้วต้องเข้าเป้า 

                ส่วนสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัวนั้น ถ้าฟื้นต้องกลับมาเป็นบวก ตอนนี้ผ่านจุดที่ลบหนักสุด คือไตรมาส 1 ที่ติดลบ7.1% ส่วนไตรมาสที่ 2 จากตัวเลข 2 เดือน มีสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นว่าจะหดตัวน้อยกว่าไตรมาส 1 คาดว่าจะติดลบ 4-5%ไตรมาส 3 น่าจะประมาณลบ 3-4% ส่วนไตรมาสสุดท้ายคาดว่าจะกลับมาเป็นบวกได้ ถ้าวิเคราะห์จะเห็นว่ามีโอกาสสูงมากที่ไตรมาสที่ 4 จะกลับมาเป็นบวกจาก 2 เหตุผลหลัก คือฐานปีที่แล้วต่ำด้วยส่วนหนึ่ง และเม็ดเงินต่างๆ มีโอกาสสูงมากจะไปลงในช่วงไตรมาส 4 ไม่ว่าจะตัวเงินจาก พ.ร.ก. หรือตัวเงินจากปีงบประมาณใหม่ที่จะเข้ามา  

                นายสกนธ์ วรัญญวัฒนา อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่าสำหรับแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งของรัฐบาล ถือว่ามีผลที่ดีต่อทางเศรษฐกิจ แต่จนถึงขณะนี้ รัฐบาลยังไม่มีการจัดระดับความสำคัญของโครงการที่ชัดเจนพอ บางโครงการยังไม่มีความคุ้มค่าที่จะทำ ไม่สามารถมองเห็นประโยชน์ที่จะได้เพียงพอ รวมทั้งบางโครงการยังไม่สามารถเข้าถึงท้องถิ่นได้หากสามารถดึงท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมจะดำเนินนโยบายได้มีประสิทธิภาพ เพราะหน่วยงานท้องถิ่นจะเข้าถึงพื้นที่ได้มากกว่ารัฐบาล

 

                "การลงทุนของรัฐบาลครั้งนี้ถือว่าเป็นการเดิมพันค่อนข้างสูง เพราะว่ารัฐบาลยอมขาดวินัยทางการเงินการคลังในการเพิ่มหนี้สาธารณะ แต่จะได้ผลที่น่าพอใจหรือไม่นั้นต้องขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลกว่าจะฟื้นตัวได้เพียงใด เพราะเศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก รวมทั้งการลงทุนของรัฐบาลต่างๆ ที่พยายามผลักดันออกมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคเอกชนให้ลงทุนตามก็ต้องดูว่าเอกชนจะลงทุนตามหรือไม่"

 

                 นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การใช้เงินของรัฐบาลอย่างเดียวยังไม่เพียงพอต่อการการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นทางการเมืองให้เกิดเสถียรภาพมากที่สุด เพราะมีผลกระทบต่อการตัดสินใจของเอกชน หากภาคเอกชนยังไม่เชื่อมั่นทางการเมืองจะลังเลและชะลอการลงทุน ควรตั้งคณะกรรมการมาเปิดเผยข้อมูลและสร้างความชัดเจนให้แก่ประชาชนถึงการใช้จ่ายของรัฐบาลด้วย

 

                 นายเอนก ศรีชีวะชาติ นายกสมาคมส่งเสริมท่องเที่ยวไทย-ญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ช่วง 6 เดือนเฉลี่ยมียอดนักท่องเที่ยวลดลงกว่า 34% ซึ่งเป็นการลดลงมาจากปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจชะลอตัวเท่านั้น ซึ่งยังไม่รวมกับการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทั้งนี้ ในไตรมาส 4 ปัจจัยที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวลดลงจะมาจากสถานการณ์การเมืองไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวซึ่งถ้าทั้ง 3 สาเหตุยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย อาจส่งผลให้ภาคธุรกิจโรงแรมต้องปรับลดพนักงานลงอย่างแน่นอน ซึ่งในขณะนี้มีกระแสข่าวเรื่องการปรับลดพนักงานในโรงแรมที่ต่างจังหวัดมาบ้างแล้ว

         

              ด้านนายนายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นหลัก เนื่องจากนักท่องเที่ยวจะชะลอการตัดสินใจเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งต้องยอมรับว่า ปีนี้จะเป็นปีที่ลำบากสำหรับภาคการท่องเที่ยวของไทย และจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่า ไม่ควรปิดประเทศ หรือปิดสนามบิน เพราะจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจของประเทศ แต่ควรเน้นดูแลป้องกันด้วยตัวเอง  

                นายชัยณรงค์ เอื้อสิทธิชัย ผู้อำนวยการฝ่าย ผู้บริหารฝ่ายธนบดีธนกิจ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าสำรวจตลาดบ้างแล้วพบว่าพันธบัตรรัฐบาลได้รับความสนใจค่อนข้างมาก คาดว่าจะไม่เพียงพอต่อความต้องการ อย่างไรก็ตาม ธนาคารเตรียมออกผลิตภัณฑ์การเงินอื่นเพื่อเสนอผู้ที่พลาดจากพันธบัตรรัฐบาล เช่น หุ้นกู้ของบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนใกล้เคียงกับพันธบัตรรัฐบาล รวมถึงเงินออมระยะสั้นของธนาคารที่ของเก่าครบกำหนดพอดี และกำลังจะเริ่มใหม่ในเดือนนี้ ถือว่าเป็นทางเลือกของลูกค้า

 

                นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกรายการปรับตัวเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ5 เดือน ทั้งนี้ หากสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ยังคงมีจำนวนผู้ติดเชื้อ และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงเดือน ก.ย.นี้จะกระทบต่อการท่องเที่ยวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น การออกไปใช้จ่ายตามแหล่งชุมชน โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้าซึ่งอาจส่งผลให้จีดีพีไตรมาส 4 มีโอกาสขยายตัวได้เพียง0-1% และมีโอกาสใกล้เคียงที่ 0% มาก โดยความสูญเสียที่ประเมินเบื้องต้นขณะนี้คือ จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง5 แสน - 1 ล้านคน รายได้จากการท่องเที่ยวลดลงไปประมาณ3-3.5 หมื่นล้านบาท ส่งผลต่อจีดีพีทั้งปีเฉลี่ยติดลบมากขึ้นที่ 3.8 - 4.8%"

http://its.in.th/index.php?option=com_content&view=article&catid=1:latest-news&id=1876:-qq-q

 

การดำเนินมาตรการของรัฐบาลเพื่อแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจ

              ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจได้มีสัญญาณบ่งชี้ว่ามีปัญหาเกิดขึ้น จึงได้มีการดำเนินการออกมาตรการในด้านต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไข ปัญหาตามลำดับ ทั้งนี้ มาตรการที่ได้มีการดำเนินการไปแล้ว สรุปได้ดังนี้- มาตรการช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์- มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ- มาตรการเพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง- มาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก- มาตรการเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน- มาตรการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในปีงบประมาณ พ.. ๒๕๕๒  วงเงิน ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาท

                นอกจากนี้ ยังได้มีการใช้มาตรการอื่นๆ สนับสนุนมาตรการหลักดังกล่าว  เช่น ให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายเงินให้กับระบบเศรษฐกิจ การแทรกแซงและประกันราคาพืชผลผลิตทางการเกษตร การเสริมสภาพคล่อง ให้แก่ระบบการเงินของประเทศผ่านสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อกระตุ้นและรองรับการขยาย สินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมและผู้ส่งออกรวมถึงภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง แต่อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะได้มีการดำเนินการมาตรการดังกล่าวข้างต้นเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไปแล้วก็ตาม ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ ทั้งนี้ เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องและรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมทั้งยังเกิดปัจจัยปัญหาอื่น ๆ ในเวลาต่อมา เช่น การชุมนุมขัดขวางการประชุมผู้นำ อาเซียนที่เมืองพัทยาต่อเนื่องไปถึงการชุมนุมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ การแพร่ระบาดไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ ๒๐๐๙ (A H1 N1) ทำให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนหยุดชะงักลง อย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสหดตัวถึงร้อยละ ๔.-.๐ ต่อปี หรือทำให้รายได้ประชาชาติลดลงประมาณปีละ ๔-๕ แสนล้านบาทต่อปี เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องรีบดำเนินมาตรการแก้ไขวิกฤติในภาคการผลิตและภาคบริการโดยเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามกลายเป็นลูกโซ่และไปสู่การประกอบธุรกิจด้านอื่น ๆ มิฉะนั้นความร้ายแรงของปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจย่อมลุกลามขยายออกไป และต่อเนื่องไปถึงปัญหาฐานะทางการเงินการคลังของประเทศ ในขณะที่ภาคเอกชนไม่อยู่ฐานะที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาครัฐจึงจำเป็นต้องรีบดำเนินมาตรการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจโดยเร่งด่วน เพื่อป้องกันปัญหา (Preventive Measures) ทันทีก่อนที่ปัญหาเศรษฐกิจจะลุกลามใหญ่โตไปสู่ภาคเศรษฐกิจอื่นๆ โดยสวมบทบาทหลักในการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง ด้วยการจัดทำโครงการของภาครัฐ เพื่อให้มีการกระจายเงินจากภาครัฐลงไปในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการในปริมาณที่มากเพียงพอ เพื่อให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกลับสู่ในภาวะปกติโดยเร็วที่สุด กล่าวคือ หากรายได้ประชาชาติลดลง ๔-๕ แสนล้านบาทต่อปี ก็น่าจะมีการใช้จ่ายจากภาครัฐที่มีขนาดผลลัพธ์ใกล้เคียงกันเพื่อให้รายได้ดังกล่าวกลับมาอยู่ในระดับเดิม ดังนั้น รัฐบาลจึงได้กำหนดมาตรการไทยเข้มแข็งเพื่อดำเนินการ ในช่วงปี พ.. ๒๕๕๒ ๒๕๕๕ ขึ้น โดยมี วัตถุประสงค์ในการจัดทำโครงการซึ่งเน้นการลงทุนที่สำคัญและจำเป็น เพื่อเพิ่มแรงกระตุ้นให้กับระบบเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับประชาชน เพิ่มการกระจายการลงทุนด้านบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานสู่ชนบท โดยจะเน้นโครงการที่มีความพร้อมในการดำเนินการได้ทันที และในขณะเดียวกัน จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบทและเกษตรกรซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ โดยจะต้องสร้างรายได้กับภาคเอกชนไปพร้อมกันและเป็นการบรรเทาปัญหาการว่างงานในปัจจุบันด้วย รัฐบาลจึงทำการกลั่นกรองและรวบรวมโครงการต่างๆ กว่า ๖,๐๐๐ โครงการที่สามารถดำเนินการได้ทันทีในระยะสามปีข้างหน้า คิดเป็นวงเงินรวม ๑.๔๓ ล้านล้านบาท หรือเท่ากับประมาณร้อยละ ๑๗ ของ GDPซึ่งสอดคล้องกับขนาดของปัญหาที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ในการนี้ หากสามารถทำให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้แล้ว รัฐบาลคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราประมาณร้อยละ ๑.๕ ต่อปี และจะทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ ๔-๕ แสนคนอย่างไรก็ดี การจัดสรรเงินตามงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อนำมาลงทุนในโครงการต่างๆ ข้างต้น ก็จะมีปริมาณที่จำกัด ดังจะเห็นได้จากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.. ๒๕๕๓ รัฐบาลจำเป็นต้องจัดทำเป็นงบประมาณรายจ่ายขาดดุลโดยได้ปรับลดกรอบวงเงินงบประมาณลง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากที่ตั้งไว้เดิม ๑.๙ล้านล้านบาท คงเหลือเป็นงบประมาณรายจ่าย ๑.๗ ล้านล้านบาท เนื่องจากประมาณการรายได้จะลดลงอย่างมาก และถึงแม้ว่ารัฐบาลจะจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีขาดดุล สำหรับปีงบประมาณถัดไปอีกอย่างน้อยสามปี รัฐบาลก็ไม่สามารถจัดสรรเป็นงบลงทุนในแผนงานและโครงการต่างๆ ได้มากนัก เนื่องจากโดยปกติรายได้ที่ประมาณการไว้ว่าจะจัดเก็บได้จำเป็นต้องนำไปจัดสรรสำหรับงบประมาณที่เป็นรายจ่ายประจำเสียก่อน นอกจากนี้ ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ อำนาจการกู้เงินของรัฐบาลมีข้อจำกัดบางประการ กล่าวคือ รัฐบาลจะสามารถทำการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณได้ แต่ก็มีข้อจำกัด

              ในส่วนของเพดานการกู้เงิน ซึ่งกำหนดไว้ว่าต้องไม่เกินวงเงินร้อยละยี่สิบของงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร้อยละแปดสิบของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้สำหรับชำระคืนเงินต้น ส่วนการกู้เงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม รัฐบาลก็มีข้อจำกัดในเรื่องเพดานเงินกู้ด้วยเช่นกัน ด้วยสาเหตุของปัญหาที่เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไป ประกอบกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมา แม้ว่ารัฐบาลจะได้พยายามผลักดันและกระตุ้นให้รัฐวิสาหกิจและเอกชนมาร่วมลงทุนในโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลแล้วก็ตามแต่ก็ยังปรากฏว่าโครงการของรัฐบาลยังมีความจำเป็นต้องหาเงินลงทุนอีกประมาณ    ๖ - ๗แสนล้านบาท  นอกจากนี้ ปัญหาการจัดเก็บรายได้แผ่นดินที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งๆที่ได้มีการเร่งรัดการจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานของรัฐด้วยแล้วก็ตาม ทำให้รัฐบาลต้องเตรียมแผนทางการเงินการคลังรองรับเพิ่มขึ้น เพราะในขณะที่รายได้ของแผ่นดินลดลงนั้น รายจ่ายของรัฐต่างๆ ก็จำเป็นต้องจ่ายออกไปตามกำหนดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายจ่ายประจำและรายจ่ายตามโครงการและแผนงานที่กำหนดไว้แล้วตามงบประมาณรายจ่ายประจำปี 

 

               งบประมาณ พ.. ๒๕๕๒ ซึ่งถูกกำหนดไว้ก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีเงินจำนวนหนึ่งประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สำรองในบัญชีเงินคงคลังเพื่อรองรับรายจ่ายดังกล่าวไว้ด้วยด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังที่กล่าวมา รัฐบาลจึงเห็นว่า เพื่อดำเนินมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจและเพื่อจัดเงินสำรองในบัญชีเงินคงคลังเพื่อรองรับรายจ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นก่อนสิ้นปีงบประมาณ รัฐบาลสมควรทำการกู้เงินเป็นจำนวน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่สภาวะการเงินในระบบสถาบันการเงินของประเทศมีสภาพคล่องสูง เอื้ออำนวยให้รัฐบาลสามารถหาแหล่งเงินกู้ได้คล่องตัวในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำไม่เป็นภาระทางการคลังแก่รัฐมากนัก ดังนั้น จึงมีความจำเป็นจะต้องมีการตรากฎหมายพิเศษเพื่อให้มีการกู้เงินเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่กฎหมายปัจจุบันกำหนดไว้ และเมื่อคำนึงถึงความฉุกเฉินและความจำเป็นเร่งด่วนตามวัตถุประสงค์การใช้จ่ายเงินเป็นสำคัญแล้วรัฐบาลเห็นว่าสมควรแยกดำเนินการโดยตราเป็นพระราชกำหนดเพื่อให้อำนาจระทรวงการคลังในการกู้เงินเป็นจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และเสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติอีกฉบับหนึ่งต่อรัฐสภา เพื่อให้อำนาจกระทรวงการคลังในการกู้เงินอีกจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet